วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

พิจารณาทุกขเวทนา (ตอนที่ ๑)

ขณะเดินข้ามสะพาน เพื่อมุ่งสู่วัดป่าบ้านตาด
มากราบพ่อแม่ครูอาจารย์











พิจารณาเวทนา

ขอน้อมกายและใจก้มลงกราบองค์หลวงปู่ที่เคารพรักเทิดทูนบูชาอย่างสูงยิ่ง

วัน ที่ 21 พ.ค. 2548 นี้ ลูกได้มีโอกาสไปภาวนาที่วัดถ้ำสาริกา ก่อนไปลูกได้รับ อุบายธรรม ลูกเลยทดลองอดอาหารเพื่อทดสอบดู ทำให้รู้สึกว่ากายเบาจิตเบา ขณะเดินจงกรม ได้พิจารณาแยกส่วนต่าง ๆ ของร่าง กาย ไล่ลงมาตั้งแต่ศีรษะ โดยผ่าดูตั้งแต่ศีรษะ แล้วพิจารณาลงมา ถลกหนังหน้าตา ควักตา และสมองออก เป็นต้น ใคร่ครวญไป เรื่อย ๆ จนจิตเหมือนรับรู้ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นเพียงธาตุ ๔ จึงอุทานว่า โอ นี่เรามาหลงธาตุแค่นี้เองหรือ  ทันทีที่จิตรับรู้ตรง นี้  เกิดปีติซาบซ่านจากศีรษะและแขน ลงมาถึงท่ามกลางอก

ใน วันวิสาขบูชา ลูกก็ได้อธิษฐานถือเนสัชชิก ได้เพิ่มความเพียรในการเดินจงกรม เป็น ๔ ชั่วโมง  แต่นั่งสมาธิตรงหน้ารูปเหมือนหลวงปู่มั่น.. มียุง บ้าง พิจารณาทุกขเวทนาที่เกิดจากการปวดกระดูกขาและก้นด้านขวา ไล่พิจารณา ดู หนัง เนื้อ กระดูก เหมือนเพ่งจ้อง ก็ยิ่งปวด เลยเอาจิตมาจดจ่อกับพุทโธ เร็ว ๆ จนเริ่มเบาลงไม่ค่อยปวด  พอจิตคิดว่า เอาล่ะทีนี้ สบายล่ะ คงผ่านได้ ล่ะ ..ทันทีที่คิดเช่นนั้น  เกิดความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ปลายเท้าข้าง ซ้าย พยายามพิจารณา ก็ยิ่งโหม ทนอยู่สักพัก เลยยกมือขึ้นจบ ขอสลับมาเป็น เดินจงกรมแทน

อยากขอความเมตตาจากองค์หลวงปู่ เพื่อขออุบายเพิ่มเติมครับ
สุดท้ายนี้ ขอให้องค์หลวงปู่มีธาตุขันธ์ที่แข็งแรงยิ่ง ๆ ขึ้นไปตลอดกาลนานเทอญ  สาธุ

จากลูก..ไม่ติดแม่ (แต่ติดหลวงปู่แทนครับ) เมื่อครั้งที่เคยกราบเรียนถามผ่านเวบ http://www.luangta.com/thamma_forum/forum_detail.php?cgiForumID=1454

------------------------ ถามเป็นคนที่ ๒ ------------------------

เรียนคุณผู้ถาม
หลวงตาเมตตาแสดงธรรมตอบปัญหาให้คุณ
เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๘ ณ วัดป่าบ้านตาด  ดังนี้

หลวง ตา     :     อย่าติดหลวงปู่ ให้ติดสติกับงานที่ทำ สติติดแนบ นั่นละหลวงปู่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่นั่น ให้ติดตรงนั้น มันตอบยากคนแรกว่าธรรมดาๆ ไป ไม่ทราบจะตอบอะไร มันมีจุดที่ควรจะตอบค่อยตอบ ไอ้พูดธรรมดาไป การภาวนาเอาแน่นอนได้เมื่อไร เดี๋ยวเป็นอย่างหนึ่ง คนๆ เดียวนั้นแหละ เรื่องสำคัญก็คือเรื่องของสติปัญญาให้ติดแนบอย่าถอย เรื่องความอดความทนนั้น เวลาหมุนตัวเข้าไปจริงๆ แล้วคำว่าความอดความทนมันจะวิ่งไปหาสติปัญญาที่หมุนหาเหตุหาผลมากกว่านะ ทนเฉยๆ ทนไม่ได้คนเรา อดเฉยๆ ทนเฉยๆ ทนไม่ได้นะ ต้องมีธรรมเป็นเครื่องสนับสนุนเช่นสติปัญญา
ทุกข์มากขึ้นมาๆ นี้มันทุกข์เพราะอะไร อะไรเป็นต้นเหตุ คนตายไม่มีทุกข์ นั่น มันไล่หาเหตุ เอาไปเผาไฟก็แล้ว ฝังดินก็แล้วไม่เห็นมีอะไร แต่คนเป็นอยู่นี้ทำไมเป็นทุกข์ ทุกข์นี้มีสาเหตุมาจากไหน นั่นไล่เข้าๆ นี่เรียกว่างานของจิตที่จะให้รู้เหตุผลของเวทนามีความทุกข์เป็นต้น ขอให้ใช้ความพยายามให้เต็มที่ ความหนักแน่นนี่สำคัญมากนะ ให้มีใจหนักแน่นเถอะผู้ปฏิบัติธรรม วอกแวกคลอนแคลนไม่ดี ไม่ค่อยได้หลักได้เกณฑ์ถ้าไม่มีใจหนักแน่น ค้นหาเหตุหาผล เอาจริงเอาจัง เดี๋ยวก็ได้เรื่องขึ้นมา

                                              ________

(คุณสามารถอ่านและรับชมรับฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ได้ที่
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=3417&CatID=0 และอ่านได้ในเว็บไซด์หลวงตาหน้ารวมถาม-ตอบปัญหาธรรม)

อธิษฐาน - ฝันบอกเหตุ..ชี้นำ




นิมิตน่าอัศจรรย์

ความฝันที่ชอบคือ.. (เป็นความฝันที่จำไว้ในใจ ไม่ได้บันทึกไว้ตั้งแต่ฝันใหม่ๆ)ตอนที่ตั้งจิตอธิษฐานหลังไหว้พระสวดมนต์ เสร็จ.. (ประมาณปี ๔๖ หรือ ๔๗ จำไม่ได้ชัดเจน แต่คิดเอาว่าน่าจะเป็น ๒๕๔๗) ว่า

หาก ข้าพเจ้าจะได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ในเพศฆราวาส ขอให้ได้นิมิตน่าอัศจรรย์ หรือได้ฝันเหตุเรื่องน่าอัศจรรย์ ..ได้สนทนาธรรม พอให้รู้ความหมายได้ภายใน ๓ วัน ๗ วัน

ฝันว่า ได้เข้าสู่สมรภูมิรบในคฤหาสน์อันใหญ่โต คนฆ่ากันตายหมด เหลือรอดเราผู้เดียว พอออกจากที่แห่งนั้น เงยหน้าบนฟ้า เอามือทำเหมือนว่ายน้ำ แล้วค่อยๆลอยขึ้นไปบนฟ้า จนได้ยินกระแสเสียงเทศน์องค์หลวงปู่มหาบัว แล้วลอยเข้าไปใกล้ จนลอยบนกลางอากาศอยู่ในท่าเทพพนม

พอฟังธรรมเสร็จ ก็ลงไปเห็นผู้นุ่งขาวห่มขาว ในจิตบอกว่า ชั้นดาวดึงส์ แล้วตาเหลือบไปเห็นผู้หญิงสวยงามมาก นอนอยู่ในชุดส่าหรีสีแดง มีสตรีบริวารแวดล้อม

จิตบอกว่า พระนางสิริมหามายา
ด้วยความเคารพ จึงเดิน แล้วคลานเข่าเข้าไป พร้อมก้มลงกราบ
กราบครั้งที่ ๑ พระองค์สะอื้นร่ำไห้
กราบครั้งที่ ๒ พระองค์ก็สะอึกสะอื้นร่ำไห้อีก
กราบครั้งที่ ๓ พระองค์ก็สะอื้นร่ำไห้

ได้แต่เคารพ..เกรงพระทัย ไม่กล้าแม้แต่จะกราบเรียนถามว่า พระองค์เป็นอะไรไปหรือ

ได้แต่คลานเข่าถอยออกมา แล้วลุกขึ้นยืน ในจิตบอกว่า ไม่ใช่ที่ๆ เราจะอยู่

พอแหงนขึ้นบน ปรากฏลอยฉิว..ละลิ่วไปโดยที่ไม่ต้องทำมือเหมือนทีแรก แล้วได้ยินเสียงเทศน์หลวงตา จึงตามเสียงไปอีก

นั่ง ท่าเทพพนม ลอยตัวอยู่บนอากาศ ฟังเทศน์หลวงตาเสร็จ ก็ลอยลงมา เหมือนเขาจัดให้ทำที่บังสุกุล ได้ผ้าพับเป็นไม้ วางไว้สำหรับชักบังสุกุล ในจิตก็บอกว่า ไม่ใช่ที่ๆเราจะอยู่ แล้วลอยลิ่ว

เหมือนมีใครมาเกาะที่ขา เราสลัดร่วงไป มิให้ใครไปกับเราได้

ตื่นขึ้นมา รู้แต่ว่าฝันเป็นอัศจรรย์ โดยเฉพาะเหมือนท่านมาเทศน์ให้ฟัง รู้สึกเหมือนจริงเหลือเกิน ก็บอกแต่ว่านี่ฝัน ไม่ใช่ความจริง

ได้แต่ปลื้มในใจ แล้วปฏิบัติธรรม ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย ว่าเราจะสามารถผ่านพ้นได้..ในเพศฆราวาส

ต่อมา ฝันที่ ๒  ได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์มหาตี๋ (ศิษย์หลวงตา และเคยเรียนจบมหามกุฏด้วยกันกับตน) หลังจากสนทนาธรรมเสร็จ ก็ออกบิณฑบาต แต่ไม่ได้อาหารอะไรมา ในใจ(ขณะฝัน)คิดว่า ไม่ได้ก็ไม่ฉัน เห็นพื้นดินเปียก ยังกับว่าฝนเพิ่งหยุดตกใหม่ๆ วัดก็เหมือนอยู่บนเชิงเขา  หลวงตา(หลวงปู่มหาบัว) ก็ออกตรวจวัด  ส่วนตน ก็จะเดินลงไปที่แห่งหนึ่ง ซึ่งสูงชัน แต่จิตก็จะลงไป ไม่ได้สนใจว่าข้างล่างจะมีอันตรายใดๆหรือไม่ กลายเป็นว่า พอลงไป ได้ลื่นไถลไปกับลำไม้ไผ่ใหญ่ขนาดเท่าโคนขา พาดเฉียง ทำให้ลงสู่ข้างล่างได้อย่างปลอดภัย

ฝันที่ ๓ พาครอบครัวลงเดินลงไปจากเขา (เหมือนบ้านอยู่บนเขา) ปลีกจากพวกเขา แล้วขึ้นไปดาดฟ้าเรือ  ซึ่งมีเชือกโรยลงมา รู้แต่ว่าจะขึ้นไปข้างบน พอจับเชือกได้ กำลังจะไต่ เหมือนมีผู้คอยบอกให้ขึ้น..เป็นกำลังใจให้ขึ้นไป พอขึ้นไปได้สักหน่อย ก็ตื่นจากฝัน

ฝันทั้ง ๓ ครั้ง ยิ่งเป็นเหตุมั่นใจอย่างแน่วแน่ มีแต่ตั้งสัจจอธิษฐานในการทำความเพียร ..

นี่ก็เป็นเพียงความฝัน... แต่การปฏิบัติตนอยู่ที่เราผู้ดำเนินตามธรรมของพระบรมศาสดา..สัมมาสัมพุทธเจ้า

บทสรุป: อย่าปลงใจเชื่อ 10 ประการ (เกสปุตตสูตร)

บทสรุป: อย่าปลงใจเชื่อ 10 ประการ (เกสปุตตสูตร)

3 มกราคม 2014 เวลา 20:28 น.
อย่าปลงใจเชื่อ(อย่าได้ยึดถือ) เพราะเหตุเพียง ๑๐ ประการ ..ส่วนใจความสำคัญที่ไม่ค่อยนำมาพูดถึงกันคือ ข้อสรุปสุดท้าย มีว่า

เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า
(1) ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล,
(2) ธรรมเหล่านี้มีโทษ,
(3) ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน,
(4) ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้ บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์
เมื่อนั้นท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย

เมื่อ ใดที่รู้ว่า ธรรมเหล่านี้เป็น (1)กุศล, (2)ไม่มีโทษ, (3)ผู้รู้สรรเสริญ, (4) ยึดถือปฏิบัติตามแล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข
เมื่อนั้นควรเข้าถึงธรรมเหล่านี้อยู่เถิด

ซึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงยกเหตุแห่งบุคคลผู้โลภ โกรธ หลง ย่อมฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, คบชู้, พูดเท็จ และย่อมชักชวนทำสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นโทษ มีทุกข์ สิ้นกาลนาน ..นี้เป็นเหตุที่ควรละเสีย,

บุคคลผู้ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่คบชู้ ไม่พูดเท็จ ย่อมชักชวนทำสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไร้โทษ มีสุข สิ้นกาลนาน ..นี้เป็นเหตุที่ควรถือปฏิบัติตาม (ถอดใจความโดยสรุป)

ทรง ตรัสตอนท้ายแก่ชนชาวกาลามะว่า อริยสาวก ผู้ปราศจากโลภ, ไม่พยาบาท, ไม่หลง, มีสติสัมปชัญญ, มีใจประกอบด้วยเมตตา..กรุณา..มุทิตา..อุเบกขา..แผ่ไปตลอดทิศทั้ง ๔ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทั้งปวง อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่..

อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวร ..ไม่มีความเบียดเบียน ..ไม่เศร้าหมอง..มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการ
***ความอุ่นใจ ทั้ง ๔ ข้อคือ...
-๑ #โลกหน้ามีจริง , ผลของกรรมดี-ชั่วมีจริง. #ตายไปก็ไปสู่สุคติ
-๒ ถ้าคิดว่า #โลกหน้าไม่มี, ผลของกรรมดี-ชั่วไม่มี. #เราก็ไม่มีเวร  ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์ เป็นสุข รักษาตนอยู่ ในปัจจุบันนี้
-๓ เมื่อบุคคล(อื่น)ทำบาปอยู่ #เราไม่ได้คิดความชั่วให้แก่ใครๆ, #ความทุกข์จักถูกต้องเราผู้ไม่ได้ทำบาป..ได้อย่างไร(สำนวน "ได้อย่างไร" ภาษาบาลีเป็น กุโต แปลว่า แต่ที่ไหนเล่า)
-๔ เมื่อบุคคล(อื่น)ไม่ทำบาป เราก็ได้พิจารณาเห็น ตนว่าเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองส่วน

ความอุ่นใจ/ความวางใจ/ความเบาใจ..ข้อที่ ๔ ยอมรับตามตรงว่า ยังไม่เข้าใจ แม้ว่าจะไปค้นบาลี ก็ยังงงๆ

บาลีคือ สเจ โข ปน #กโรโต น กรียติ ปาปํ, อิธาหํ อุภเยเนว วิสุทฺธํ อตฺตานํ สมนุปสฺสามีติ อยมสฺส จตุตฺโถ อสฺสาโส อธิคโต โหติฯ

ที่ งงเพราะ #กโรโต แปลว่า เมื่อกระทำ , น กรียติ บาปํ #บาปย่อมชื่อว่าไม่กระทำ (ขัดแย้งในภาษา) ไม่เหมือนกับ ความอุ่นใจข้อที่ ๓ บาลีคือ สเจ โข ปน กโรโต กรียติ ปาปํ แปลว่า ก็แล เมื่อบุคคลทำบาป บาปชื่อว่าอันบุคคลกระทำ (จะไม่ขัดแย้งในภาษา)

เลยคิดว่าน่าจะเป็น #อกโรโต แปลว่า เมื่อไม่กระทำ(ซึ่งบาป), บาปชื่อว่า #อันบุคคลย่อมไม่กระทำ)  ก็ฝากให้วิญญูชนผู้ชำนาญในภาษาพิจารณาเพิ่มเติมความคิดเห็นด้วย เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษา :)

+++อย่าปลงใจเชื่อ 10 ประการคือ

1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา
2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก
6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน
7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
9. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา

เกสปุตตสูตร http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=4930&Z=5092

http://www.youtube.com/watch?v=34-YnJYYnFE

โพชฌังคปริตตสูตร - แปล






โพชฌังโค สะติสังขาโต, ธัมมานัง วิจะโย ตะถา

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ, โพชฌังคา จะ ตะถา ปะเร
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา, สัตเตเต สัพพะทัสสินา
มุนินา สัมมะทักขาตา, ภาวิตา พะหุลีกะตา
สังวัตตันติ อะภิญญายะ, นิพพานายะ จะ โพธิยา
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ

โพชฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้ คือ 1 สติ 2 ธรรมวิจัย
3 วิริยะ 4 ปีติ 5 ปัสสัทธิ 6 สมาธิ 7 อุเบกขา
อันพระมุนีเจ้าผู้ทรงเห็นแจ้งทุกสิ่ง ตรัสไว้ชอบแล้ว
อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อนิพพานและเพื่อความตรัสรู้
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

เอกัสมิง สะมะเย นาโถ, โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง
คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา, โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
เต จะ ตัง อะภินันทิตวา, โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

ในสมัยหนึ่งพระโลกนาถทอดพระเนตรพระโมคคัลลานะและพระกัสสปะ
เป็นไข้ถึงทุกขเวทนาแล้ว ทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ประการ
ท่านทั้งสองก็เพลิดเพลินภาษิตนั้น หายโรคในขณะนั้น
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

เอกะทา ธัมมะราชาปิ, เคลัญเญนาภิปีฬิโต
จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ, ภะณาเปตวานะ สาทะรัง
สัมโมทิตวา จะ อาพาธา, ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ

ครั้งหนึ่ง แม้พระธรรมราชาอันความประชวรเบียดเบียนแล้ว
รับสั่งให้พระจุนทเถระสวดโพชฌงค์นั้นโดยเอื้อเฟื้อ.
ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากประชวรไปโดยฐานะ
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา, ติณณันนัมปิ มะเหสินัง
มัคคาหะตะกิเลสา วะ, ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ

ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ผู้แสวงหาคุณใหญ่ทั้ง ๓ ละได้แล้ว
ผู้กำจัดกิเลสได้ด้วยมรรค ถึงความไม่บังเกิดเป็นธรรมดา
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

 

พ่ออยู่หัว ยกเทิดไว้ ในใจลูก
ลูกทุกคน พันผูก รักพ่อหนา
พ่อทำเพื่อ ลูกหลานไทย ตลอดมา
ปวงลูกพา น้อมระลึก ซึ้งพระคุณ

จะมีพ่อ คนไหน ทำเพื่อลูก
เช่นพ่อหลวง เพียรปลูก สำนึกให้
หวังปวงลูก อยู่พอเพียง ทั่วถิ่นไทย
รวมดวงใจ มอบสุขให้ เทิดไท้องค์

ขอพระองค์..ทรงพระเจริญ

ในนาม...ปวงลูกหลานไทย 
หัวใจเทิดพระคุณของพ่ออยู่หัว..พ่อแห่งแผ่นดิน


วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

พระ..จำพรรษาที่วัดอัมพวัน ๑ พรรษา ขณะรอรถไปขอนแก่น..

พระ..จำพรรษาที่วัดอัมพวัน ๑ พรรษา ฉายา "ปัญญาธโร" เหมือนพระอ.มหาหนูแก้ว ขณะรอรถไปขอนแก่น.. พอพระอาจารย์เดินผ่าน พระ(น่าจะชื่อ เสกสรร) พนมมือไหว้ทักทาย..ทำท่าเหมือนรู้จักพระอาจารย์ พอพระอ.ผ่านไป จึงยิ้มทักทายเล็กน้อย

พอเข้าห้องน้ำเลยมาสนทนากับท่าน ทำให้ท่านอยากมารู้จักสนทนากับพระอาจารย์ (เพราะฉายาเดียวกัน "ปัญญาธโร ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญา")
สุดท้าย..สนทนาธรรมกับพระอาจารย์มหาหนูแก้ว ..เดิมท่านเป็นพระอาจารย์ใหญ่ศูนย์บาลี ..สอนบาลี ที่วัดโพธิสมภรณ์ อุดรฯ อบรมธรรมะทั้งพระ และญาติโยมทั้งหลาย แม้ตอนที่สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ เสร็จไม่นานนัก หลวงพ่อนิพนธ์อยากให้ท่านจัดอบรมญาติโยม ๒ วันถัดมาจากที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกท่าน ๆ จัดเตรียม..อบรม ทำเรื่อยมาร่วมปี (พ.ศ.๒๕๕๓) จนหลวงพ่อนิพนธ์เยี่ยมเยียนพระอาจารย์มหาหนูแก้วเรื่อยมา


บทความที่ได้รับความนิยม